รอยแตกลาย ปัญหาผิวแตกลายพบได้บ่อยแม้จะไม่ได้เป็นโรคที่ทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย แต่ก็สร้างความรำคาญให้แก่เจ้าของเรือนร่างมากทีเดียว ภาษาอังกฤษเรียกผิวแตกลายว่า stretch marks หรือ striae รอยแตกลาย.

รอยแตกลาย

รอยแตกลาย ผิวแตกลายคืออะไร

ผิวแตกลายคือรอยที่ผิวหนัง ที่เกิดจากเนื้อเยื่อเกี่ยวพันใต้ผิวหนังฉีกขาด อาจจะเกิดจากการที่ร่างกายเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว หรือการออกกำลังกายที่ยืดร่างกายมากเกินไป (เช่น นักกีฬายิมนาสติก) พบภาวะผิวแตกลายได้บ่อย ไม่มีปัญหาต่อต้านสุขภาพทางกายแต่อย่างใด แต่มีผลในแง่ความงาม

คำว่า striae แปลว่า ร่อง ลายเส้นขนาน ชื่ออื่น ๆ ของผิวแตกลายนอกจากที่ใช้ว่า striae แล้ว บางครั้งอาจเรียกว่า striae distensae (ลายเส้นขนานจากการยืด) striae atrophicans (ลายเส้นขนานที่มีลักษณะผิวฝ่อ) striae rubra (ลายเส้นขนานที่มีสีแดง) มักจะพบในระยะเริ่มแรก และลายเส้นขนานที่มีสีขาว (striae alba) ซึ่งมักพบในระยะหลัง

ผิวแตกลาย

พบรอยแตกลายที่ตำแหน่งใด และใครบ้างรอยแตกลาย

มักพบรอยแตกลายที่ผิวหนังบริเวณตำแหน่งของร่างกายที่มีการยืดขยายอย่างต่อเนื่องและมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น

หน้าท้อง และเต้านมหญิงตั้งครรภ์

วัยรุ่นที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว พบบ่อยในวัยรุ่นหญิงที่มักโตเร็วมากในช่วงเข้าสู่วัยรุ่น และยิ่งพบบ่อยในรายที่ค่อนข้างอ้วน ตำแหน่งที่พบคือต้นขา สะโพก และเต้านม หรือวัยรุ่นชายที่เล่นกีฬาชนิดที่ต้องยืดบิดตัวมาก ๆรอยแตกลาย

ผู้ที่เล่นกล้าม มักพบรอยแตกลายที่ไหล่ โดยมีโอกาสเกิดขึ้นสูงมากในผู้ที่ใช้สารอะนาบอลิกสตีรอยด์เร่งให้เกิดกล้าม และสารสตีรอยด์ยังทำให้เป็นสิวอีกด้วย

มีรายงานว่า วัยรุ่นบางรายนิยมใช้สารอะนาบอลิกสตีรอยด์ สารตัวนี้รู้จักกันดีในนักกีฬาเพราะเป็นสารกระตุ้น เพื่อเพิ่มสมรรถภาพของร่างกาย นักกีฬาที่ถูกตรวจพบสารนี้จะถูกลงโทษรอยแตกลาย

ปัจจุบันการใช้สารสตีรอยด์แพร่หลายไปสู่กลุ่มประชากรอื่น ๆ เช่น วัยรุ่นที่ต้องการจะสร้างกล้ามเนื้อลดไขมัน และเพิ่มศักยภาพในการเล่นกีฬา

เพศชาย การใช้สารอะนาบอลิกสตีรอยด์ทำให้ร่างกายหยุดการเจริญเติบโต และยังทำลายหัวใจ ไต และตับ อาจทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

เพศหญิง อาจทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ มีเสียงทุ้มขึ้น และมีหน้าอกเล็กลง

อะนาบอลิกสตีรอยด์ยังทำให้ผู้ใช้มีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวมากขึ้น และเมื่อหยุดใช้จะเกิดความรู้สึกซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ความต้องการทางเพศลดลง

คนอ้วน และคนที่ใช้สตีรอยด์ ทั้งในรูปยาทาและยากิน

อาจพบรอยแตกลายในโรคบางอย่างได้ เช่น กลุ่มอาการคุชชิ่ง (Cushing syndrome)

ลักษณะของกลุ่มอาการคุชชิ่งที่พบคือ ใบหน้ากลมเหมือนดวงจันทร์ (moon facies) ใบหน้าแดง (facial plethora) มีก้อนไขมันเหนือไหปลาร้า (supraclavecular fat pads) คอเป็นหนอกเหมือนกระบือ (buffalo hump) ลำตัวอ้วน (truncal obesity) มีรอยแตกลายสีแดง-ม่วง น่าสังเกตว่ารอยแตกลายในผู้ป่วยกลุ่มอาการนี้จะมีสีม่วงหรือสีแดงคงอยู่ตลอดไป ไม่เปลี่ยนเป็นสีขาวเหมือนในกรณีผิวแตกลายแบบอื่น ๆ

สาเหตุที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการคุชชิ่งที่พบบ่อยที่สุดคือ เกิดจากการใช้สารสตีรอยด์ต่อเนื่องมานาน (อาจมาจากการได้ยารักษาโรค เช่น ไต หอบหืด ฯลฯ) หรือพบบ่อยในเด็กที่บางครั้งพ่อแม่อาจซื้อยาลูกกลอนมาให้กิน โดยเข้าใจว่าเป็นแค่สมุนไพร เพราะหวังจะให้ลูกอ้วนท้วน พบเสมอว่าในยาลูกกลอนหลายตัวอย่างมีการเจือปนสารสตีรอยด์ ทำให้เด็กกินแล้วดูอ้วนท้วน ทั้งที่เป็นการอ้วนแบบบวมฉุ และตัวยาสตีรอยด์ยังมีผลเสียต่อร่างกายมากมาย รอยแตกลาย.

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *